E-Commerce ไทย โตต่อเนื่องหรือถึงทางตัน
ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา การเติบโตของธุรกิจ E-Commerce ไทยถือเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนโฉมพฤติกรรมผู้บริโภค สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ให้กับผู้ประกอบการทุกขนาด และผลักดันการลงทุนด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในประเทศอย่างต่อเนื่อง ยิ่งในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมา E-Commerce กลายเป็นพระเอกสำคัญในการขับเคลื่อนการจับจ่ายใช้สอยของคนไทยเมื่อช่องทางการค้าปลีกแบบดั้งเดิมถูกจำกัด แต่เมื่อการระบาดสิ้นสุดลง เศรษฐกิจเริ่มกลับมาเปิดหน้าร้านได้ตามปกติ ก็เกิดคำถามตามมาทันทีว่า E-Commerce ไทยยังคงมีศักยภาพเติบโตต่อเนื่อง หรือกำลังเผชิญทางตันที่ต้องเร่งปรับตัวเพื่อความอยู่รอดในตลาดที่มีการแข่งขันสูงขึ้นทุกวัน
การเติบโตของตลาด E-Commerce ไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เป็นผลจากปัจจัยสนับสนุนหลายด้าน ทั้งการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่ครอบคลุมเกือบทุกพื้นที่ การใช้สมาร์ตโฟนที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด และการพัฒนาระบบการชำระเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและใช้งานง่าย ขณะเดียวกัน แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่จากต่างประเทศ เช่น Lazada, Shopee, JD Central รวมถึงแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook, Instagram และ TikTok ต่างก็เข้ามาแย่งชิงตลาดออนไลน์ของไทยอย่างดุเดือด ผลักดันให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้นและเกิดการแข่งขันด้านราคาที่เอื้อต่อผู้ซื้อเป็นอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม การแข่งขันที่รุนแรงก็มาพร้อมกับความท้าทายของผู้ค้า โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs และรายย่อยที่ต้องเผชิญต้นทุนค่าคอมมิชชัน ค่าขนส่ง และค่าโฆษณาที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กำไรต่อหน่วยกลับถูกบีบให้ต่ำลงจากสงครามราคา หลายร้านค้าจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์โปรโมชั่นรุนแรงเพื่อให้สินค้าปรากฏอยู่บนหน้าแรกของแพลตฟอร์มหรือมีโอกาสถูกเลือกซื้อมากขึ้น ยิ่งเมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่เน้นการเปรียบเทียบราคา รีวิวสินค้า และการจัดส่งที่รวดเร็ว ทำให้ผู้ขายออนไลน์ที่ขาดความแตกต่างหรือคุณภาพในการบริการอาจถูกกลืนหายไปจากตลาดได้ง่ายขึ้น
อีกหนึ่งโจทย์สำคัญที่อาจกลายเป็น “เพดาน” การเติบโตของ E-Commerce ไทย คือข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์ แม้ว่าระบบขนส่งของไทยจะพัฒนาไปมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ปัญหาความล่าช้าในบางพื้นที่ห่างไกล ต้นทุนค่าขนส่งที่สูงสำหรับสินค้าขนาดใหญ่ หรือการคืนสินค้าและเปลี่ยนสินค้าที่ซับซ้อน ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อประสบการณ์ของผู้ซื้อและความสามารถในการรักษาลูกค้า
ในอีกมิติหนึ่ง การขยายตัวของ E-Commerce ไทยยังต้องเผชิญการแข่งขันจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่กลับไปชอปปิงในห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้าปลีกแบบออฟไลน์ หลังจากอัดอั้นมานานในช่วงโรคระบาด ทำให้ผู้บริโภคบางส่วนเริ่มมองว่า E-Commerce ไม่ใช่คำตอบเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป หากแต่เป็นเพียงทางเลือกหนึ่งที่ตอบโจทย์ด้านราคาและความสะดวก ความคาดหวังของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปนี้จึงกดดันให้ธุรกิจออนไลน์ต้องยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าให้เหนือกว่าเดิม ทั้งในเรื่องความรวดเร็ว ความน่าเชื่อถือ คุณภาพสินค้า และการบริการหลังการขาย
ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดนี้ เทรนด์ใหม่อย่าง Social Commerce และ Live Commerce กลายเป็นช่องทางที่กำลังได้รับความนิยมสูงขึ้น โดยผู้ขายสามารถปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าแบบเรียลไทม์ สร้างความน่าเชื่อถือและกระตุ้นการตัดสินใจซื้อได้ทันที แต่ก็ต้องยอมรับว่าการทำ Live Commerce อย่างมีคุณภาพต้องอาศัยทักษะการนำเสนอ การจัดฉาก ระบบสตูดิโอขนาดย่อม รวมถึงการสื่อสารการตลาดที่มีเอกลักษณ์ ซึ่งไม่ใช่ผู้ค้ารายย่อยทุกคนจะสามารถทำได้ดีในทันที
เมื่อพิจารณาภาพรวม จะเห็นได้ว่า E-Commerce ไทยไม่ได้ถึงทางตันเสียทีเดียว หากแต่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคที่ต้องอาศัยนวัตกรรม กลยุทธ์การตลาดที่สร้างคุณค่าแตกต่าง และการใช้ข้อมูลลูกค้า (Big Data) อย่างชาญฉลาด ผู้ประกอบการที่ยังยืนอยู่ได้ในตลาดนี้จึงไม่ใช่ผู้ที่ขายของได้ถูกที่สุดหรือมากที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่คือผู้ที่สามารถรักษาความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า เข้าใจความต้องการที่ซับซ้อน และตอบสนองได้อย่างแม่นยำ
ท้ายที่สุด การเติบโตของ E-Commerce ไทยจะยังคงดำเนินต่อไป ตราบใดที่โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและโลจิสติกส์ยังพัฒนาไม่หยุดนิ่ง ขณะเดียวกันความสำเร็จจะเป็นของผู้ประกอบการที่พร้อมปรับตัวอย่างต่อเนื่อง มีความยืดหยุ่นสูง และมองหาโอกาสใหม่ในโลกออนไลน์ที่ไม่เคยหยุดนิ่งเช่นเดียวกัน
Don't miss a story
Subscribe to our email newsletter:
Don't worry we hate spam as much as you do



