Share Tweet Pin it

เปิดเบื้องหลังการเจรจาตั้งรัฐบาลผสมรอบใหม่


หลังจากที่การเมืองไทยเผชิญภาวะเปราะบางต่อเนื่องจากทั้งแรงกดดันภายในพรรคร่วมรัฐบาล ความเคลื่อนไหวของฝ่ายค้าน และเสียงสะท้อนจากประชาชน ล่าสุดกระแสข่าวเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลผสมรอบใหม่กลับมาเป็นที่จับตาของทุกฝ่ายอีกครั้ง ท่ามกลางข้อสงสัยว่ากระบวนการต่อรองและดีลอำนาจที่กำลังเกิดขึ้นหลังม่านจะจบลงอย่างไร และใครจะได้ประโยชน์มากที่สุดจากการปรับสมดุลอำนาจครั้งนี้

พรรคร่วมเริ่มเสียงปริ่มน้ำ ความเปราะบางก่อตัว

นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา รัฐบาลผสมชุดปัจจุบันต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างต่อเนื่อง ทั้งการลาออกของรัฐมนตรีบางรายที่เปิดทางให้ฝ่ายค้านใช้เป็นประเด็นโจมตี การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรอบใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น ไปจนถึงความไม่พอใจของพรรคร่วมบางกลุ่มที่มองว่าส่วนแบ่งอำนาจและผลประโยชน์ไม่เป็นธรรม ความตึงเครียดนี้ทำให้พรรคแกนนำรัฐบาลเริ่มมองหาทางออกเพื่อรักษาเสียงข้างมากในสภาไม่ให้ตกอยู่ในภาวะเสียงปริ่มน้ำ เพราะหากเสียงแตกแม้เพียงเล็กน้อย อาจส่งผลถึงการผ่านร่างกฎหมายสำคัญหรือแม้กระทั่งการลงมติไม่ไว้วางใจ

เบื้องหลังการเจรจาลับจึงเริ่มเกิดขึ้นในหลายวงการเมือง โดยมีทั้งการเจรจากับพรรคร่วมเดิมที่มีแนวโน้มจะถอนตัว และการเปิดดีลกับพรรคขนาดเล็กหรือกลุ่ม ส.ส.อิสระ เพื่อดึงเข้ามาเป็นเสียงสนับสนุนใหม่ นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่ากระบวนการนี้แม้จะเป็นเกมการเมืองตามปกติ แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงจุดอ่อนเชิงโครงสร้างของการเมืองแบบรัฐบาลผสมที่ขึ้นอยู่กับการต่อรองผลประโยชน์เป็นสำคัญ มากกว่าการมุ่งเน้นเสถียรภาพในการบริหารประเทศ

เงื่อนไข-ต่อรอง ตำแหน่งรัฐมนตรีคือกุญแจสำคัญ

แหล่งข่าวทางการเมืองเปิดเผยว่าการเจรจาครั้งนี้ไม่ได้จำกัดเพียงการแลกเปลี่ยนเสียงสนับสนุนในสภาเท่านั้น หากแต่มีการพูดคุยกันถึงการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีในกระทรวงสำคัญ เพื่อดึงพรรคร่วมใหม่เข้ามาให้ได้มากที่สุด แม้แต่พรรคขนาดกลางและพรรคเล็กก็กลายเป็น “ตัวแปร” สำคัญ เพราะการมีเสียงแม้เพียงไม่กี่คนก็สามารถทำให้สมดุลเสียงข้างมากกลับมานิ่งได้อีกครั้ง

กระทรวงที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือกระทรวงด้านเศรษฐกิจและกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณพัฒนาพื้นที่ เพราะเป็นหัวใจสำคัญที่พรรคการเมืองสามารถใช้สร้างฐานคะแนนเสียงในอนาคตได้ ขณะเดียวกันพรรคแกนนำรัฐบาลก็ต้องพยายามรักษาฐานเสียงเดิมไม่ให้เกิดแรงกระเพื่อมจากการจัดโควตาตำแหน่งที่อาจไม่ถูกใจพรรคร่วมเดิม ซึ่งถ้าดีลไม่ลงตัวก็อาจเกิด “งูเห่า” ในสภาที่พร้อมจะหักมติได้ทุกเมื่อ

ฝ่ายค้านจับตาเกมซ้อนเกม

อีกด้านหนึ่ง ฝ่ายค้านเองก็จับตาการจัดตั้งรัฐบาลผสมรอบใหม่นี้อย่างใกล้ชิด เพราะทุกการเปลี่ยนแปลงในพรรคร่วมรัฐบาลคือโอกาสที่จะหยิบมาเป็นประเด็นทางการเมืองเพื่อโจมตีความชอบธรรมของฝ่ายบริหาร หลายพรรคฝ่ายค้านเตรียมข้อมูลเพื่อใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยเฉพาะประเด็นที่อาจเกิดความไม่โปร่งใสในการต่อรองตำแหน่ง หรือการใช้โครงการภาครัฐเป็นเครื่องมือแลกเปลี่ยนทางการเมือง

นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์วิเคราะห์ว่าฝ่ายค้านกำลังรอจังหวะหากการเจรจาไม่ราบรื่นและนำไปสู่การยุบสภา ก็จะกลายเป็นโอกาสทองสำหรับพรรคการเมืองหน้าใหม่ที่ได้รับแรงหนุนจากกระแสโซเชียล และประชาชนที่เบื่อหน่ายกับการต่อรองผลประโยชน์ของพรรคเดิม ๆ

ภาคประชาชนตั้งคำถาม — ใครได้ประโยชน์?

แม้การจัดตั้งรัฐบาลผสมจะเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตยแบบหลายพรรคการเมือง แต่เสียงสะท้อนจากประชาชนจำนวนไม่น้อยก็ยังตั้งคำถามว่า การปรับสมดุลอำนาจครั้งนี้จะนำไปสู่การบริหารประเทศที่มีประสิทธิภาพจริงหรือไม่ หรือจะกลายเป็นเพียงการแบ่งเค้กอำนาจเพื่อความอยู่รอดของนักการเมืองบางกลุ่ม

นักวิชาการบางส่วนชี้ว่า หากดีลการเมืองรอบใหม่นี้ไม่มาพร้อมแผนแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง หรือการปฏิรูประบบราชการให้ทันสมัยขึ้น ก็จะเป็นเพียงการสลับตำแหน่งโดยไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างใด ๆ ซึ่งท้ายที่สุดจะกลับมากระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนอีกครั้ง

ทางรอดรัฐบาลเก่า-รัฐบาลใหม่

ในมุมมองของนักยุทธศาสตร์การเมือง การจัดตั้งรัฐบาลผสมรอบใหม่นี้ถือเป็นกลไกประคองอำนาจที่มีความเสี่ยงสูง เพราะต้องอาศัยความไว้วางใจระหว่างพรรคร่วมที่มีผลประโยชน์แตกต่างกัน ในระยะสั้นอาจช่วยให้รัฐบาลผ่านมติสำคัญและประคองเสถียรภาพในสภาได้ แต่ในระยะยาว หากไม่มีการบริหารจัดการภายในพรรคและพรรคร่วมอย่างรอบคอบ รัฐบาลก็ยังคงเผชิญกับปัญหาเสียงแตก ความไม่เป็นเอกภาพ และการถูกโจมตีทางการเมืองจากฝ่ายค้านอย่างต่อเนื่อง

คำถามที่ใหญ่กว่านั้นคือ รัฐบาลชุดใหม่ที่เกิดจากการผสมเสียงรอบนี้ จะสามารถตอบสนองความคาดหวังของประชาชนได้จริงหรือไม่ หรือจะกลายเป็นเพียง “รัฐบาลเฉพาะกิจ” ที่ตั้งขึ้นเพื่อยืดเวลาและซื้อความอยู่รอดทางการเมืองไปอีกระยะเท่านั้น

บทสรุป : เกมอำนาจหรือจุดเปลี่ยน?

ปรากฏการณ์การเจรจาจัดตั้งรัฐบาลผสมรอบใหม่ครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ข่าวลือหรือเกมการเมืองหลังม่าน หากแต่คือภาพสะท้อนของโครงสร้างการเมืองไทยที่ยังต้องพึ่งพารัฐบาลผสมอันเปราะบาง เพราะไม่มีพรรคใดครองเสียงข้างมากเด็ดขาดได้ด้วยตนเอง

ในท้ายที่สุด สิ่งที่สังคมไทยกำลังเฝ้ารอดูคือ รัฐบาลจะใช้โอกาสนี้สร้างเสถียรภาพเพื่อเร่งแก้ไขปัญหาประเทศได้จริง หรือจะปล่อยให้การเจรจาต่อรองอำนาจกลายเป็นวังวนที่ฉุดรั้งประชาธิปไตยไทยไว้กับที่ — และผลลัพธ์นี้จะถูกตัดสินโดยสายตาของประชาชนที่เริ่มไม่ยอมเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์อีกต่อไป


Don't miss a story

Subscribe to our email newsletter:

Don't worry we hate spam as much as you do

Related Articles

Business

Description

by Rana F.Sep. 28, 20162
Business

Description

by Rana F.Sep. 28, 20162
Business

Description

by Rana F.Sep. 28, 20162

Leave a reply