บทบาทสื่อกับการเมืองไทย : สะท้อนหรือชี้นำ?
ในยุคที่การเมืองไทยกำลังเดินหน้าไปท่ามกลางคลื่นความเปลี่ยนแปลง สื่อมวลชนยังคงเป็นอีกหนึ่ง “ผู้เล่น” ที่ถูกจับตาอย่างมาก ไม่ใช่แค่ในฐานะผู้รายงานข่าวหรือถ่ายทอดข้อเท็จจริง แต่ในหลายกรณี สื่อถูกมองว่ากำลังมีอิทธิพลต่อการกำหนดทิศทางความคิดของสังคม ทั้งในมุมของการสร้างกระแส การตรวจสอบ หรือแม้กระทั่งการ “กำกับวาระสาธารณะ”
คำถามสำคัญที่สังคมไทยยังต้องถกเถียงกันต่อคือ สื่อควรมีบทบาทเป็นเพียง “กระจกสะท้อน” ความจริงในสังคม หรือควรเป็น “พลังชี้นำ” ที่ช่วยผลักดันสังคมให้เปลี่ยนผ่านไปในทิศทางที่ดีขึ้น? และในความเป็นจริง สื่อไทยในปัจจุบันยังทำหน้าที่ดังกล่าวได้มากน้อยแค่ไหน?
สื่อไทยท่ามกลางกระแสข้อมูลข่าวสารล้นทะลัก
ปัจจุบัน ประเทศไทยมีทั้งสื่อกระแสหลัก สื่อออนไลน์ สื่อทางเลือก และสื่อพลเมืองจำนวนมหาศาล ทำให้สนามข่าวสารเปิดกว้างกว่ายุคใด ๆ แต่ในความกว้างนี้ ก็กลับมาพร้อมกับปัญหามากมาย ทั้งการขาดมาตรฐานวิชาชีพ ความเร่งรีบในการแข่งขันเพื่อยอดคลิก ยอดแชร์ จนบางครั้งข้อเท็จจริงถูกเบียดบังด้วยข่าวปลอม ข่าวลือ และข้อมูลบิดเบือน
งานวิจัยหลายชิ้นระบุว่า แม้สื่อกระแสหลักยังครองความน่าเชื่อถือในระดับหนึ่ง แต่ความไว้วางใจของประชาชนกลับลดน้อยลงเมื่อเทียบกับอดีต เนื่องจากผู้บริโภคข่าวสารสังเกตได้ว่า หลายครั้งเนื้อหาข่าวหรือการจัดลำดับความสำคัญของข่าวมักแฝงไปด้วยท่าทีหรืออคติบางประการ ทั้งที่อาจเกิดจากท่าทีทางการเมืองของเจ้าของสื่อ หรือแนวทางการนำเสนอที่เอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง
บทบาทการสะท้อน : สื่อคือกระจกที่ใสแค่ไหน?
ในเชิงทฤษฎี หน้าที่หลักของสื่อมวลชน คือการทำหน้าที่เป็น “กระจก” สะท้อนข้อเท็จจริงให้สังคมได้รับรู้ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นการทุจริต การละเมิดสิทธิ์ ความเหลื่อมล้ำ หรือปัญหาสาธารณะเชิงโครงสร้าง
แต่ในเชิงปฏิบัติ หลายฝ่ายมองว่า สื่อไทยยังทำหน้าที่นี้ได้ไม่เต็มที่ เพราะโครงสร้างทางเศรษฐกิจของสื่อเองก็ยังพึ่งพารายได้จากโฆษณาภาครัฐหรือเอกชนขนาดใหญ่ ทำให้บางครั้งการตรวจสอบอำนาจกลับเกิดช่องว่าง หรือถูกเลือกนำเสนอเฉพาะบางประเด็นที่ “ปลอดภัย” ในเชิงธุรกิจ
ยิ่งไปกว่านั้น การที่ข่าวการเมืองหลายชิ้นถูกนำเสนอในรูปแบบ “ดราม่า” หรือ “ซุบซิบ” มากกว่าเน้นสาระเชิงลึก ก็สะท้อนว่าบทบาทการสะท้อนข้อเท็จจริงยังขาดความลึกในหลายมิติ ซึ่งอาจทำให้ประชาชนรับรู้ข้อมูลเพียงบางด้านโดยไม่เห็นภาพรวมทั้งหมด

บทบาทการชี้นำ : พลังสร้างการเปลี่ยนแปลงหรือการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย?
ในอีกมุมหนึ่ง สื่อมวลชนไทยก็ถูกคาดหวังให้เป็นพลังชี้นำทางสังคม ช่วยจุดประเด็นปัญหาที่สังคมควรหันมาใส่ใจ เช่น ประเด็นสิ่งแวดล้อม ความเท่าเทียมทางเพศ สิทธิชุมชน หรือการเมืองเชิงโครงสร้าง
ตัวอย่างเช่น การเปิดโปงกรณีทุจริตจัดซื้อจัดจ้างในหลายโครงการใหญ่ที่ผ่านมา หรือการรายงานเชิงสืบสวนที่สะเทือนโครงข่ายอำนาจในบางพื้นที่ ก็พิสูจน์แล้วว่าสื่อยังคงมีพลังผลักดันให้เกิดการตรวจสอบและความเปลี่ยนแปลงจริง ๆ ได้
อย่างไรก็ตาม ในยุคที่โซเชียลมีเดียขยายตัว สื่อก็ถูกตั้งคำถามว่า การนำเสนอข่าวที่เลือกข้างชัด หรือการใช้วาทกรรมปลุกเร้าความรู้สึกคนดู อาจสร้างการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายโดยไม่รู้ตัว และกลายเป็นดาบสองคมที่ฉุดรั้งไม่ให้สังคมเดินไปข้างหน้าได้อย่างสร้างสรรค์
ความท้าทายใหญ่ : ทำอย่างไรให้สื่อทำหน้าที่เพื่อประชาชนจริง ๆ
ท่ามกลางความกดดันทางธุรกิจ การแข่งขันสูง และความแตกต่างทางความคิดทางการเมือง ความท้าทายใหญ่ที่สุดของสื่อไทยคือจะรักษาจริยธรรม ความเป็นกลาง และมาตรฐานวิชาชีพได้อย่างไร เพื่อไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของอำนาจรัฐหรือทุนขนาดใหญ่ และไม่กลายเป็นผู้ผลิตข่าวที่เน้นเพียงกระแสเพื่อยอดคลิก
ข้อเสนอเชิงนโยบายที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาคือ การผลักดันให้สื่อมวลชนต้องเปิดเผยโครงสร้างการถือครองหุ้นและผลประโยชน์ทางธุรกิจขององค์กรสื่ออย่างโปร่งใส การสร้างระบบสนับสนุนสื่ออิสระและสื่อชุมชนให้มีความยั่งยืน รวมถึงการพัฒนาทักษะ Media Literacy ให้ประชาชนรู้เท่าทันและกลั่นกรองข่าวสารได้ดีขึ้น
สุดท้ายแล้ว บทบาทของสื่อไทยจะเป็นเพียง “กระจกสะท้อน” หรือ “พลังชี้นำ” ย่อมขึ้นอยู่กับสองปัจจัยหลัก หนึ่งคือความกล้าหาญทางวิชาชีพของคนทำสื่อเอง และสองคือทักษะการเสพข่าวของประชาชน ที่จะไม่ปล่อยให้ตนเองตกเป็นเหยื่อของข้อมูลบิดเบือนหรือการสร้างวาทกรรมแบ่งฝ่าย
เมื่อสังคมไทยกำลังเผชิญปัญหาการเมืองซ้ำซาก ความเหลื่อมล้ำที่ฝังราก และวิกฤติศรัทธาต่อผู้มีอำนาจ หน้าที่ของสื่อจึงสำคัญยิ่งกว่าเดิม เพราะหากสื่อไม่ทำหน้าที่อย่างรอบด้าน กระจกบานนี้ก็จะขุ่นมัว สะท้อนเพียงเศษเสี้ยวของความจริง และอาจกลายเป็นส่วนหนึ่งที่ฉุดรั้งการพัฒนาประชาธิปไตยไทยโดยไม่รู้ตัว
Don't miss a story
Subscribe to our email newsletter:
Don't worry we hate spam as much as you do



