Share Tweet Pin it

นักวิชาการเตือน เกมการเมืองอาจกระทบเสถียรภาพประเทศระยะยาว


ท่ามกลางกระแสความเคลื่อนไหวทางการเมืองไทยที่เข้มข้นขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจหลายสำนักได้ออกมาแสดงความกังวลร่วมกันว่า เกมการเมืองที่กำลังดำเนินอยู่ ทั้งการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ การจัดตั้งรัฐบาลผสมรอบใหม่ ไปจนถึงกระแสข่าวการแตกคอภายในพรรคร่วมรัฐบาล อาจไม่ได้เป็นเพียงปัญหาทางการเมืองเฉพาะหน้า แต่กำลังส่งผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อเสถียรภาพของประเทศในระยะยาว

สัญญาณความไม่แน่นอนเริ่มก่อตัว — เมื่อการเมืองไทยกลับสู่ภาวะเปราะบาง

ตลอดครึ่งปีที่ผ่านมา สถานการณ์ทางการเมืองไทยตกอยู่ในภาวะที่นักวิเคราะห์เรียกว่า “เสียงปริ่มน้ำ” หลายพรรคร่วมรัฐบาลต่างมีแรงเสียดทานภายใน ทั้งในเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรี การจัดสรรงบประมาณโครงการสำคัญ ไปจนถึงความขัดแย้งทางอุดมการณ์บางประการ ซึ่งแม้จะไม่ได้รุนแรงถึงขั้นแตกหักในทันที แต่ก็สร้างบรรยากาศความไม่แน่นอนในหมู่ผู้ลงทุน นักธุรกิจ และประชาชนอย่างต่อเนื่อง

ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ให้ความเห็นว่า ปัญหาการเมืองแบบเสียงปริ่มน้ำและการต่อรองผลประโยชน์เชิงโควตา คือสิ่งที่สะท้อนโครงสร้างการเมืองแบบรัฐบาลผสมที่เปราะบาง ซึ่งอาจจะยิ่งซ้ำเติมความเชื่อมั่นของประชาชน หากกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลหรือการปรับ ครม. รอบใหม่ยังคงวนเวียนอยู่กับ “การต่อรองเก้าอี้” โดยขาดวิสัยทัศน์และแนวทางบริหารประเทศที่ชัดเจน

ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ — ความไม่แน่นอนที่ลากยาว

ไม่เพียงแต่เรื่องเสถียรภาพทางการเมือง นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักยังชี้ตรงกันว่า บรรยากาศทางการเมืองที่สั่นคลอนจะส่งผลโดยตรงต่อทิศทางเศรษฐกิจในระยะกลางถึงระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อเกิดความไม่มั่นใจในนโยบายการคลังและการลงทุนขนาดใหญ่ที่ต้องอาศัยความต่อเนื่องและเสถียรภาพทางนโยบาย

ดร.อนันต์ วงศ์เบญจา นักเศรษฐศาสตร์อิสระ ให้ความเห็นว่า นักลงทุนต่างประเทศจับตาสัญญาณเสถียรภาพทางการเมืองไทยอย่างใกล้ชิด เพราะความผันผวนในสภาอาจนำไปสู่ความล่าช้าในการออกกฎหมายสำคัญ เช่น พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือกฎหมายส่งเสริมการลงทุนใหม่ ซึ่งจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการโดยตรง นอกจากนี้ค่าเงินบาทยังมีแนวโน้มผันผวนต่อเนื่อง หากปัจจัยการเมืองยังไม่เข้าสู่ภาวะนิ่ง

นักวิชาการด้านสังคมวิทยา มองว่า ผลกระทบจากเกมการเมืองที่ไม่มีเสถียรภาพนั้น ตกอยู่กับประชาชนในที่สุด เพราะเมื่อเกิดภาวะการเมืองเปราะบาง ความเชื่อมั่นในการใช้งบประมาณรัฐก็จะลดลงตามไปด้วย โครงการพัฒนาท้องถิ่นขนาดเล็กถึงกลางที่พึ่งพางบประมาณกลาง อาจต้องชะลอหรือรอความชัดเจนทางการเมือง ส่งผลต่อเศรษฐกิจชุมชนและโอกาสการจ้างงานโดยตรง

นอกจากนี้ ความเบื่อหน่ายต่อวัฒนธรรมการเมืองแบบต่อรองอำนาจ ยังอาจสะสมเป็น “วิกฤติศรัทธา” ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่ไม่อาจแก้ไขได้ง่ายในระยะสั้น เพราะเมื่อประชาชนหมดศรัทธาต่อกลไกทางการเมือง ความร่วมมือในการผลักดันนโยบายสาธารณะก็จะลดลง และสังคมอาจเผชิญกับความขัดแย้งเชิงโครงสร้างที่รุนแรงขึ้น

แม้นักวิชาการส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าการเมืองในระบบประชาธิปไตยย่อมต้องมีการต่อรองผลประโยชน์เพื่อหาจุดร่วมที่เหมาะสม แต่ก็เน้นย้ำว่าการต่อรองควรอยู่ภายใต้กรอบกติกาที่เป็นธรรมและโปร่งใส เพื่อไม่ให้การเมืองกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาในระยะยาว

คำเตือนจากนักวิชาการจึงไม่ใช่เพียงเสียงสะท้อนของคนในวงวิชาชีพเท่านั้น หากแต่คือเสียงเตือนที่สะท้อนความกังวลของประชาชน ที่กำลังรอคอยจะเห็นสัญญาณว่า ประเทศไทยจะเดินหน้าได้บนพื้นฐานของเสถียรภาพ ความโปร่งใส และการเมืองที่รับผิดชอบต่อประชาชนอย่างแท้จริง


Don't miss a story

Subscribe to our email newsletter:

Don't worry we hate spam as much as you do

Related Articles

Business

Description

by Rana F.Sep. 28, 20162
Business

Description

by Rana F.Sep. 28, 20162
Business

Description

by Rana F.Sep. 28, 20162

Leave a reply