Share Tweet Pin it

ขนบการแต่งกายไทย : จากชุดประจำถิ่นสู่ Soft Power บนเวทีโลก


ในความหลากหลายของวัฒนธรรมไทย “การแต่งกาย” คือร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่เล่าเรื่องราวของวิถีชีวิต ภูมิปัญญา และรสนิยมของผู้คนในแต่ละยุคสมัยได้ดีที่สุด ขนบการแต่งกายไทยไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของแฟชั่นหรือความงามเท่านั้น หากแต่แฝงด้วยรากความเชื่อ อัตลักษณ์ชุมชน และศักดิ์ศรีทางสังคมที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน จนในวันนี้ชุดไทยยังคงก้าวไกลและเปล่งประกายเป็น Soft Power ที่สร้างชื่อเสียงบนเวทีโลกได้อย่างน่าภาคภูมิใจ

ชุดไทย : ภูมิปัญญาที่สอดคล้องกับภูมิอากาศและวิถีชีวิต

ย้อนกลับไปในสมัยโบราณ การแต่งกายของคนไทยแตกต่างกันไปตามภูมิภาคและวิถีชีวิต เช่น คนภาคกลางจะนิยมสวมโจงกระเบนกับสไบหรือเสื้อห่มไหล่ เน้นความคล่องตัวเหมาะกับภูมิอากาศร้อนชื้น ส่วนชาวเหนือจะสวมผ้าซิ่นทอมือและผ้าห่มสไบลวดลายงดงาม ขณะที่อีสานนิยมใส่ผ้าขาวม้าคาดเอวเพื่อให้เหมาะกับงานในนา

ผ้าทอแต่ละผืนจึงไม่ใช่แค่สิ่งปกปิดร่างกาย แต่เป็นผลงานศิลปะที่สะท้อนฝีมือและภูมิปัญญาท้องถิ่น ลวดลายที่ปรากฏบอกเล่าเรื่องราวตำนาน ความเชื่อ และธรรมชาติที่อยู่รอบตัว เช่น ลายดอกพิกุล ลายโคม หรือแม้แต่ลายเรขาคณิตที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น

จากขนบราชสำนักสู่การประยุกต์ใช้ในยุคใหม่

เมื่อเข้าสู่ยุคกรุงรัตนโกสินทร์ การแต่งกายไทยเริ่มพัฒนาและมีระเบียบแบบแผนชัดเจน โดยเฉพาะในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ทรงพระราชดำริให้มีการปรับปรุงชุดแต่งกายให้เหมาะสมกับการติดต่อกับต่างประเทศ เช่น การใส่เสื้อราชปะแตน โจงกระเบน หรือชุดพระราชทานสำหรับสตรี

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 7-8 จนถึงรัชกาลที่ 9 พระราชินีและพระบรมวงศานุวงศ์มีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟู “ชุดไทยพระราชนิยม” ให้กลับมาเป็นสัญลักษณ์สำคัญของชาติ ไม่ว่าจะเป็นชุดไทยจักรี ชุดไทยศิวาลัย ชุดไทยดุสิต หรือชุดไทยเรือนต้น ซึ่งออกแบบให้เหมาะสมตามโอกาสงานพระราชพิธี งานแต่งงาน หรืองานประเพณีสำคัญ

จากเวทีพื้นบ้านสู่เวทีโลก

ในปัจจุบัน ขนบการแต่งกายไทยก้าวข้ามเวทีงานบุญงานประเพณีไปสู่ Soft Power อันทรงพลัง ไม่ว่าจะเป็นนางงามไทยที่สวมชุดไทยขึ้นเวทีประกวด Miss Universe จนสร้างกระแสความภาคภูมิใจทั่วประเทศ หรือผ้าไหมไทยที่ถูกดีไซเนอร์นำไปออกแบบบนรันเวย์ระดับโลก

รัฐบาลและหลายหน่วยงานยังผลักดันแนวคิด “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่หันกลับมาใส่ผ้าไทย ผ้าพื้นเมือง หรือแม้แต่ประยุกต์ชุดไทยให้สอดคล้องกับแฟชั่นสมัยใหม่ จนเกิดแบรนด์ผ้าไทยร่วมสมัยที่สร้างรายได้และสร้างอาชีพให้กับช่างทอผ้าและชุมชนท้องถิ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม

อัตลักษณ์ท้องถิ่นที่ยังมีชีวิต

แม้ในเมืองหลวงจะนิยมชุดไทยพระราชนิยม แต่ในระดับชุมชน ชุดประจำถิ่นยังคงมีชีวิตและถูกฟื้นฟูอย่างเข้มแข็ง โดยเฉพาะงานบุญประเพณี งานกฐิน หรืองานต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง เช่น

  • ผ้าไหมแพรวา ของชาวผู้ไทย จ.กาฬสินธุ์
  • ผ้าซิ่นตีนจก ของชาวเหนือ
  • ผ้าบาติก ของชุมชนชาวไทยมุสลิมภาคใต้
  • ผ้าไหมมัดหมี่ ของอีสาน ต่างล้วนเป็นเสน่ห์ที่ทำให้การแต่งกายไทยไม่เคยสูญหายแม้ต้องเผชิญความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่
บทสรุป : รากเหง้าที่ไม่เคยหายไป

หากจะมองว่าขนบการแต่งกายไทยเป็นสิ่งล้าสมัยก็อาจไม่ผิดนักในสายตาคนบางกลุ่ม แต่ในอีกมุมหนึ่งมันกลับเป็น “รากวัฒนธรรม” ที่ยังคงมีชีวิต มีการปรับตัว และสามารถสร้างคุณค่าใหม่ได้เสมอ เพราะทุกครั้งที่ผู้คนหยิบชุดไทยมาสวมใส่ ไม่ว่าจะเป็นในงานพิธีสำคัญ วันสงกรานต์ งานลอยกระทง หรืองานระดับนานาชาติ คือการประกาศให้โลกรู้ว่าความงามของวิถีไทยไม่ได้อยู่แค่ในอดีต แต่ยังส่งพลังสร้างสรรค์สู่อนาคตได้อย่างสง่างาม


Don't miss a story

Subscribe to our email newsletter:

Don't worry we hate spam as much as you do

Related Articles

Business

Description

by Rana F.Sep. 28, 20162
Business

Description

by Rana F.Sep. 28, 20162
Business

Description

by Rana F.Sep. 28, 20162

Leave a reply