Share Tweet Pin it

ผลกระทบของภาวะโลกร้อนต่อผลผลิตพืชทางการเกษตร


ภาวะโลกร้อน (Global Warming) ซึ่งเกิดจากการสะสมของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศจนทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้กลายเป็นประเด็นวิกฤตที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ เศรษฐกิจ และวิถีชีวิตมนุษย์ในหลายมิติ โดยเฉพาะ ภาคการเกษตร ซึ่งถือเป็นภาคส่วนที่มีความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศมากที่สุด ภาวะโลกร้อนไม่เพียงแต่ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยสูงขึ้นเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อรูปแบบของปริมาณน้ำฝน ความถี่ของภัยธรรมชาติ และการแพร่กระจายของโรคและแมลงศัตรูพืชที่กว้างขวางขึ้น ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยสำคัญที่กระทบต่อผลผลิตพืชโดยตรง

หนึ่งใน ผลกระทบหลักที่เห็นได้ชัด คือ การเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลเพาะปลูก เนื่องจากพืชแต่ละชนิดมีความต้องการอุณหภูมิ น้ำ และแสงแดดที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต เมื่อสภาพภูมิอากาศแปรปรวน ความร้อนที่สูงเกินไปอาจทำให้ระยะเวลาออกดอกหรือการติดผลผิดไปจากเดิม ผลผลิตลดลงทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ เช่น ข้าวที่เป็นพืชเศรษฐกิจหลักของไทยจะไวต่ออุณหภูมิสูงในช่วงออกดอก เพราะอุณหภูมิที่สูงเกิน 35 องศาเซลเซียส อาจทำให้เกสรไม่สมบูรณ์ ลดอัตราการผสมเกสรและติดเมล็ด ส่งผลให้ปริมาณข้าวเปลือกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ ภาวะโลกร้อนยังทำให้ ภัยแล้งและน้ำท่วมเกิดขึ้นบ่อยและรุนแรงขึ้น ความแห้งแล้งต่อเนื่องจะกระทบต่อการสะสมน้ำในเขื่อนและระบบชลประทาน เกษตรกรที่พึ่งพาน้ำฝนจะเผชิญความเสี่ยงสูงต่อการขาดแคลนน้ำสำหรับเพาะปลูก ขณะเดียวกันเมื่อเกิดฝนตกหนักผิดฤดูกาลหรือพายุถล่ม ก็อาจสร้างความเสียหายต่อพื้นที่เพาะปลูกได้ในวงกว้าง ซึ่งไม่เพียงทำให้ผลผลิตเสียหายโดยตรง แต่ยังส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตร เช่น ระบบคันนา คลองส่งน้ำ และพื้นที่เก็บเกี่ยว

อีกประเด็นที่สำคัญคือ การแพร่กระจายของโรคพืชและแมลงศัตรูพืช ที่รุนแรงขึ้นตามสภาพอากาศที่ร้อนและชื้น ศัตรูพืชหลายชนิดสามารถปรับตัวขยายพื้นที่การระบาดได้กว้างขึ้นทั้งในเชิงภูมิศาสตร์และระยะเวลา เช่น หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด หรือเพลี้ยไฟ ซึ่งสร้างความเสียหายต่อพืชผลเศรษฐกิจจำนวนมาก และยังทำให้เกษตรกรต้องพึ่งพาสารเคมีมากขึ้น เพิ่มต้นทุนการผลิตและความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อม

เพื่อ ลดผลกระทบและสร้างภูมิคุ้มกันให้เกษตรกรไทย การปรับตัวเชิงระบบจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง แนวทางสำคัญ ได้แก่ การวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชที่ทนทานต่อสภาพอากาศสุดขั้ว เช่น พันธุ์ข้าวที่ทนแล้งหรือทนน้ำท่วมขังได้ดี การจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพโดยใช้เทคโนโลยีชลประทานแบบแม่นยำ การปรับเปลี่ยนปฏิทินการปลูกให้สอดคล้องกับฤดูกาลที่เปลี่ยนไป รวมถึงการส่งเสริมองค์ความรู้เรื่องการจัดการศัตรูพืชโดยใช้วิธีธรรมชาติ เพื่อลดการใช้สารเคมีที่อาจสร้างปัญหาใหม่ในระยะยาว

ในภาพรวม ภาวะโลกร้อนได้ส่งสัญญาณเตือนถึงความเปราะบางของภาคการเกษตรที่ต้องพึ่งพาปัจจัยธรรมชาติอย่างใกล้ชิด การยกระดับขีดความสามารถของเกษตรกรทั้งด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และองค์ความรู้ คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรไทยสามารถรับมือกับวิกฤตนี้ได้อย่างยั่งยืน ไม่เพียงเพื่อรักษาผลผลิตให้เพียงพอและปลอดภัย แต่ยังหมายถึงการสร้างหลักประกันความมั่นคงทางอาหารและรายได้ที่มั่นคงให้กับคนไทยทั้งประเทศต่อไปในอนาคต


Don't miss a story

Subscribe to our email newsletter:

Don't worry we hate spam as much as you do

Related Articles

Business

Description

by Rana F.Sep. 28, 20162
Business

Description

by Rana F.Sep. 28, 20162
Business

Description

by Rana F.Sep. 28, 20162

Leave a reply