การประสานงานหยุดยิงระหว่าง ผบ.ทบ.ไทย และ ผบ.ทบ.กัมพูชาเพื่อยับยั้งความตึงเครียด
ในเดือนพฤษภาคม 2025 ท่ามกลางสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาที่ทวีความตึงเครียดและมีความเสี่ยงสูงต่อการปะทะครั้งใหญ่ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ของทั้งสองประเทศได้ดำเนินการประสานงานโดยตรงเพื่อจัดทำข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว เหตุการณ์นี้ถือเป็นความเคลื่อนไหวสำคัญที่ช่วยชะลอการขยายตัวของความรุนแรง และเป็นสัญญาณว่าทั้งสองกองทัพยังคงมองหาทางออกผ่านการสื่อสารโดยตรง
การติดต่อประสานงานเกิดขึ้นผ่านหลายช่องทาง ทั้งการโทรศัพท์ระดับผู้นำ การใช้ช่องทางทูตทหาร (Military Diplomacy) และการส่งผู้แทนพิเศษไปยังพื้นที่ชายแดนเพื่อติดตามสถานการณ์ ผลลัพธ์คือการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงในบางพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะเขตสามเหลี่ยมมรกตและพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร
ที่มาของการหยุดยิง
ความพยายามนี้เกิดขึ้นหลังจากข้อมูลข่าวกรองของทั้งสองประเทศชี้ว่า ความตึงเครียดทางทหารกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีการเคลื่อนกำลังพลและอาวุธหนักเข้าประจำการใกล้เส้นชายแดน การปะทะขนาดเล็กหลายครั้งในเดือนเมษายนได้สร้างแรงกดดันให้ผู้นำกองทัพต้องหาทางป้องกันไม่ให้เกิดการสู้รบเต็มรูปแบบ
สาระสำคัญของข้อตกลง
- ยุติการเคลื่อนกำลังพลเข้าสู่เขตพิพาทชั่วคราว
- หยุดการซ้อมรบและการยิงตอบโต้ในพื้นที่ที่ตกลงกัน
- ตั้งคณะทำงานร่วมติดตามและรายงานสถานการณ์ทุก 48 ชั่วโมง
- ใช้ช่องทางสื่อสารตรงระหว่าง ผบ.หน่วยชายแดนทั้งสองฝ่ายตลอด 24 ชั่วโมง

ปฏิกิริยาและการตอบรับ
ฝั่งไทยมองว่าข้อตกลงนี้เป็น "ช่องว่างแห่งโอกาส" ในการหาทางเจรจาทางการเมืองต่อไป ขณะที่ฝั่งกัมพูชากล่าวว่าการหยุดยิงนี้ช่วยปกป้องชีวิตพลเรือนและลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงระบุว่าการพูดคุยกันโดยตรงระหว่าง ผบ.ทบ. ทั้งสองประเทศเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สถานการณ์ไม่บานปลาย
“การคุยกันตรง ๆ ระหว่างผู้นำทหารคือเครื่องมือป้องกันสงครามที่มีประสิทธิภาพที่สุด”
ความท้าทายของการรักษาข้อตกลง
แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิง แต่ความท้าทายยังคงอยู่ เช่น การควบคุมหน่วยปฏิบัติการในพื้นที่ให้ปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด การป้องกันเหตุเข้าใจผิดจากการลาดตระเวน และการจัดการกลุ่มติดอาวุธนอกเครื่องแบบที่อาจพยายามสร้างสถานการณ์ให้ตึงเครียดขึ้น
ผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์
การหยุดยิงชั่วคราวนี้ทำให้การสู้รบที่อาจปะทุขึ้นในเดือนพฤษภาคมถูกเลื่อนออกไป และเปิดทางให้ภาคการทูตเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ขณะเดียวกันยังช่วยสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกต่อทั้งสองประเทศในเวทีอาเซียนและนานาชาติ ว่ามีความสามารถในการบริหารความขัดแย้งโดยไม่ใช้กำลัง
แนวโน้มในอนาคต
- หากสามารถรักษาข้อตกลงได้ อาจนำไปสู่การหยุดยิงถาวร
- เปิดโอกาสให้มีการหารือด้านเขตแดนและความร่วมมือทางเศรษฐกิจชายแดน
- หากล้มเหลว อาจทำให้ความตึงเครียดกลับมาสูงขึ้นภายในเวลาอันสั้น
ในภาพรวม การประสานงานหยุดยิงในเดือนพฤษภาคม 2025 เป็นตัวอย่างสำคัญของการใช้การสื่อสารระหว่างผู้นำทหารเพื่อควบคุมสถานการณ์ แม้จะเป็นเพียงมาตรการชั่วคราว แต่ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าช่องทางการทูตทางทหารยังคงเป็นเครื่องมือที่มีค่าในการป้องกันความรุนแรงและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจรจาสันติภาพในอนาคต
Don't miss a story
Subscribe to our email newsletter
Don't worry we hate spam as much as you do



